จะบอกว่าไม่ได้เข้าข้างตัวเองในฐานะเด็กหงส์แต่อย่างใด ทว่าทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เวลานี้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือปราการหลังอันดับ 1 ของโลก ตลอดทั้งฤดูกาลนี้ คุณได้เห็นถึงการป้องกันที่สมบูรณ์แบบจากเขา และนั่นถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของแผงหลัง ลิเวอร์พูล พนันออนไลน์

โลกที่แสนวุ่นวายนั้นหยุดชะงักลงทันทีที่ลูกบอลโคจรมาเข้าทางปราการหลังดัตช์แมนผู้นี้ท่ามกลางกองเชียร์กว่า 50,000 คนที่แหกปากร้องเพลง Allez, Allez, Allez

มันคงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้จิตนาการว่าดาวเตะวัย 27 ปีจะเด่นดังถึงขนาดคว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้ แต่หากวัดกันในเรื่องความเด่นของตำแหน่งตัวเองแล้ว ฟาน ไดค์ ถือว่านอนมาอย่างไม่ต้องสงสัย ย้อนกลับไปวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2011 ฟาน ไดค์ ในวัยเพียง 18 ปีได้โอกาสประเดิมสนามในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอล 15,000 คนในกรุงเฮก เมืองหลวงฮอลแลนด์

ฟาน ไดค์ ถูกเปลี่ยนเข้าไปแทน เพ็ตเตอร์ อันเดอร์สสัน มิดฟิลด์ทีมชาติสวีเดนในช่วง 18 นาทีสุดท้ายนัดที่ โครนิงเก้น ต้นสังกัดเอาชนะ เดน ฮาก 4-2 มันเป็นนัดรองสุดท้ายของเอเรดิวิซี่ลีก ฤดูกาลปกติปี 2010-11 ซึ่ง โครนิงเก้น ที่มี ดูซาน ทาดิช เป็นสตาร์ชูโรงจบอันดับ 5 ของตาราง และได้สิทธิ์ไปเพลย์ออฟเพื่อเล่นยูโรปา ลีก

จากนั้น ในเกมนัดปิดซีซั่นปกติที่เสมอ พีเอสวี 0-0 ฟาน ไดค์ ก็ถูกเปลี่ยนลงไปแทน อันเดอร์สสัน อีกครั้งในช่วง 13 นาทีสุดท้าย และนั่นเหมือนเป็นการวางรากฐานอาชีพนักเตะของเขาด้วย

ทิม สปาร์ฟ กองกลางทีมชาติฟินแลนด์ซึ่งค้าแข้งกับ โครนิงเก้น เวลานั้นได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแข้งดัตช์แมนด้วยความทรงจำที่ยังแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นใจ ความผ่อนคลาย นั่นคือแคเรคเตอร์ของนักเตะที่พร้อมก้าวขึ้นไปท้าทายความยิ่งใหญ่ในอนาคต

“ตอน เฟอร์จิล เริ่มเล่นกับทีมชุดใหญ่ เขาถูกส่งลงไปเป็นกองหน้าจำเป็น เขาลงมาในช่วง 15-20 นาทีสุดท้าย และก็ทำให้อิมแพ็คท์ในกรอบเขตโทษของฝั่งตรงข้าม ดูเหมือนว่าเขาจะมีความมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่เกมแรกๆ กับทีม และอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย นั่นทำให้ผมประทับใจมากจริงๆ”

“คุณจะเห็นได้เลยว่าเขาจัดการตัวเองได้ดีมากกับเหล่านักเตะที่ประสบการณ์มากกว่า และมีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย หรือหลุดตำแหน่งของตัวเองซึ่งสิ่งเหล่านั้นมักเกิดขึ้นอย่างปกติกับเหล่านักเตะอายุน้อย คุณสามารถรู้สึกได้ว่าเขาถูกกำหนดให้อยู่ในสนามที่ใหญ่กว่านี้”

ฝั่งของ อันเดอร์สสัน เองก็รับทราบถึงพรสวรรค์ของ ฟาน ไดค์ มาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนที่แข้งดัตช์แมนจะลงสำรองมาแทนเขาสำหรับการประเดิมเส้นทางนักเตะอาชีพ

“ความประทับใจแรกจาก เฟอร์จิล ก็คือเมื่อตอนที่ผมได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมกับทีมชุดสอง ผมมีความรู้สึกที่ดีกับเขาตั้งแต่ออกสตาร์ท เขาเป็นคนทะเยอทะยาน แต่ก็อ่อนน้อมถ่อมตน และง่ายต่อการพูดคุยด้วย” อันเดอร์สสันเล่าความทรงจำของเขา แทงบอลออนไลน์

“จากจุดเริ่มต้น เขามีความใหญ่ และมั่นคงกับลูกบอลที่เท้า แม้ว่าอาจต้องพยายามสักเล็กน้อยในตอนที่เขาจะต้องตัดสินใจ”

“ความเร็ว และความนิ่งเมื่ออยู่กับลูกบอล และความสามารถในการผ่านบอลของเขาทำให้ผมเซอร์ไพรส์มาก สิ่งเหล่านี้ประกอบเข้ากับความได้เปรียบเรื่องสภาพร่างกายทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบมาก”

กระนั้น สปาร์ฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในทีม มิดทิลแลนด์ ในชุดเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2016 มีความทรงจำที่ค่อนข้างเลวร้ายในขณะฝึกซ้อมร่วมกับ ฟาน ไดค์ ในวัยเยาว์เช่นกัน

แข้งฟินแลนด์กล่าวว่า “เขาเป็นคนที่ดวลด้วยยากมาก แต่ตอนนั้นมันก็ยังไม่ได้ยากอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ เขายังคงอยู่ในช่วงก้าวแรกของอาชีพนักฟุตบอล แต่มันน่าหงุดหงิดที่ต้องเจอกับผู้เล่นที่ทั้งใหญ่ และรวดเร็ว”

“แม้ว่าเขาจะเล่นในเชิงแท็คติกที่ผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เขาก็สามารถแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้เพราะเขามีสปีดที่ดี”

หลังจากเริ่มต้น 4 เกมแรกในซีซั่นถัดมาบนม้านั่งสำรอง ฟาน ไดค์ ก็ได้ลงเล่นในทุกนาทีให้ โครนิงเก้น ในอีก 17 นัดถัดาก่อนที่เขาจะติดโทษแบนจนต้องนั่งเชียร์เพื่อนในสัปดาห์ที่ 22 นัดเจอกับ พีเอสวี

ประตูแรกของเขาบนลีกสูงสุดเกิดขึ้นในเกมถล่ม เฟเยนูร์ด 6-0 และก็สามารถเก็บคลีนชีตได้ในนัดชนะแชมป์เก่าอย่าง อาแจ็กซ์ 1-0 ซึ่งนั่นถือเป็นไฮไลท์ประจำซีซั่นเช่นเดียวกับที่พวกเขาโดน พีเอสวี ยิง 6 เม็ด และโดน ทเวนเต้ กระหน่ำอีก 4 ลูก ทางเข้าSBOBET

นอกจากนี้ เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกับโรคโรคไส้ติ่งอักเสบ เยื่อกระเพาะอักเสบ และไตติดเชื้อ ซึ่งถึงขั้นที่เขาต้องทำประกันเพื่อให้แน่ใจว่าแม่ของเขาจะได้รับการดูแลในกรณีที่ตนเองเสียชีวิตเลยด้วย

ในที่สุด ฟาน ไดค์ ก็ฟื้นตัวจากโรคนั้น และกลับมาลงสนามทันเกมแรกของซีซั่น 2012-13 ซึ่ง โครนิงเก้น จบอันดับ 7 ของตาราง

ทว่านั่นก็เป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับ โครนิงเก้น พร้อมกับการย้ายไปค้าแข้งที่ เซลติก ก่อนจะร่วมคว้าแชมป์ลีก และลีก คัพ ในเดือนมิถุนายน ปี 2013 จากนั้นดาวเตะดัตช์ก็ย้ายมายัง เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะทำให้ทั่วโลกตกตะลึงด้วยการโยกมาสู่ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม ปี 2017

การพัฒนาเหล่านั้นเหมือนรางวัลปลอบใจของ ฟาน ไดค์ ที่ต้องพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกกับซีซั่นที่เพิ่งผ่านพ้น แต่ยังมีเกมวันเสาร์นี้ที่ถือเป็นหนึ่งในนัดสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอยู่ แล้วเราจะได้รู้กันว่า

ฟาน ไดค์ จะมีดีกรีแชมป์บิ๊กเอียร์ติดตัวได้หรือไม่

พนันออนไลน์
“ฟานไดค์”สู่ระดับโลกพนันออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *